‘บ้านของพ่อ’ ชม 5 พระตำหนักของพระราชาที่เรียบง่ายที่สุดในโลก
‘บ้านของพ่อ’ ชม 5 พระตำหนักของพระราชาที่เรียบง่ายที่สุดในโลก
Royalty

‘บ้านของพ่อ’ ชม 5 พระตำหนักของพระราชาที่เรียบง่ายที่สุดในโลก

พระตำหนักที่ประทับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในทุกภาคของไทย

ตลอด 70 ปีของการทรงงานในฐานะพระมหากษัตริย์ ไม่ทรงเคยทอดทิ้งและไม่เคยเสด็จฯห่างจากประชาชนของพระองค์ พระองค์เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศโดยมิได้มีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนที่ประทับเพื่อความเกษมสำราญส่วนพระองค์เลย ในยามเสด็จฯ ไปประทับแรมยังสถานที่ต่างๆ จึงต้องมีพระตำหนักที่ประทับในทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ถึงจะเป็นพระตำหนักที่ประทับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ทว่ากลับห่างไกลจากความหรูหรา ด้วยมีพระราชประสงค์ให้คงความเรียบง่ายและทรงคำนึงถึงประโยชน์การใช้งานเป็นสำคัญ ในโอกาสนี้ HELLO! ขอรวบรวมพระตำหนักที่ประทับสำคัญเอาไว้ ดังนี้

 

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ที่ประทับแรมยามเสด็จฯ มาทรงงานในภาคเหนือ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกเป็นผู้คิดชื่อถวาย ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า เป็นคำพื้นเมืองที่บ่งบอกว่ายอดดอยแห่งนี้มีหนองน้ำอันอุดมด้วยต้นหว้า ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2504 เป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณีประยุกต์ที่เรียกว่าเรือนหมู่ ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงหลังคาทรงไทย ใช้เวลาก่อสร้าง 5 เดือน ประกอบด้วย ท้องพระโรง ห้องเสวย ห้องบรรทม และห้องสรง อีกส่วนเป็นรับรองพระราชอาคันตุกะ โดยมีเฉลียงใหญ่และพลับพลาหอนกเป็นที่ประทับทอดพระเนตรทัศนียภาพเมืองเชียงใหม่

ความโดดเด่นของพระตำหนักนี้นอกจากอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เพราะตั้งอยู่บนภูเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,373 เมตร ยามอรุณรุ่งในหน้าหนาวจะมีสายหมอกลอยคลอเคลียยอดเขาแล้ว ยังรายล้อมรอบพระตำหนักด้วยสวนดอกกุหลาบหลากสีหลายสายพันธุ์ที่ต่างเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เป็นที่่ประทับพระราชหฤทัยของเหล่าพระราชอาคันตุกะที่เคยเสด็จฯ มาประทับที่นี่ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าเฟรดเดริคที่ 9 และสมเด็จพระราชินีอินกริดแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระนางเจ้าจูเลียน่าและเจ้าชายเบอร์ฮาร์ทแห่งเนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงและพระราชินีฟาบิโอล่าแห่งเบลเยียม เป็นต้น

 

 

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 แต่เดิมบริเวณนี้เป็นทุ่งนาเรียกกันว่าทุ่งส้มป่อย อยู่ระหว่างพระราชวังดุสิตกับวังพญาไท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักสถาปัตยกรรมตะวันตกแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ และเป็นที่ให้ราชเสวกเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์และส่วนตัว โดยทรงวางศิลาพระฤกษ์พระตำหนักนี้เมื่อปี พ.ศ. 2456  พร้อมพระราชทานนามว่า พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ส่วนทุ่งส้มป่อย พระราชทานนามว่า สวนจิตรลดา ทั้งยังทรงให้ขุดคูและสร้างกำแพงรั้วเหล็กรอบพระตำหนัก และมีประตูทั้ง 4 ทิศ

พระตำหนักนี้ตั้งอยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นที่ประทับถาวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนจิตรลดาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2501 ใช้เป็นสถานศึกษาชั้นต้นสำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา และบุตรหลานข้าราชสำนัก และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลาดุสิดาลัยเป็นศาลาอเนกประสงค์ ที่สำคัญพื้นที่บางส่วนในเขตพระราชฐานได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 เพื่อเป็นสถานที่ทดลองโครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตรเพื่อนำผลการศึกษาค้นคว้าทดลองนั้นพระราชทานความช่วยเหลือแก่พสกนิกรต่อไป

 

 

วังไกลกังวล

หลังสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 'วังไกลกังวล' ถูกปล่อยให้เงียบเหงาท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลายอยู่นาน กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ ไปทรงฮันนีมูน เมื่อ พ.ศ. 2493 และทรงใช้วังไกลกังวลเป็นสถานที่ประทับในการเสด็จฯ แปรพระราชฐานในฤดูร้อนเสมอมา

นับจากนั้นวังแห่งความรักแห่งนี้ได้เป็นสถานที่ฉลองวันครบรอบวันราชาภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ โปรดให้มีการออกร้านพระราชทานเลี้ยง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงดนตรีไปจนฟ้าสาง เมื่อดนตรีหยุดก็จะทรงเรือใบในทะเลหัวหินด้วยกันสองพระองค์ในยามอรุณรุ่ง มีหมวดเรือใบหลวงตามเสด็จไปห่างๆ แต่ไม่ว่าจะประทับ ณ แห่งหนใด ยังทรงห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎรไม่เคยเลือน หัวหินจึงเป็นแห่งแรกที่ทรงเริ่มสำรวจพื้นที่และความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยพระองค์เอง และเป็นจุดศูนย์กลางที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

                 

 

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์

พระตำหนักที่โดดเด่นร่มรื่นและงดงามด้วยแมกไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ สถานที่ประทับในคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงใช้แผนที่ทางอากาศและการเสด็จฯ สำรวจเส้นทางเพื่อทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักองค์นี้ด้วยพระองค์เอง ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2518 ประกอบด้วย พระตำหนักปีกไม้สร้างในแบบล็อกเคบินเพื่อเป็นเรือนรับรอง

ด้วยพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ตั้งอยู่ในเชิงเนินชายเทือกเขาภูพานตอนล่าง ซึ่งเป็นภูเขาหินทรายอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร มีการจัดสวนสร้างภูมิทัศน์ที่งดงามโดยแบ่งเป็น สวนรวมพันธุ์ไม้ สวนแบบประดิษฐ์ สวนแบบธรรมชาติ สวนหินประดับประดา และสวนประดับหิน ทำให้พระตำหนักแห่งนี้ได้รับการแต่งแต้มบรรยากาศและสีสันจากธรรมชาติให้งดงามและสดชื่นยิ่งนัก โดยเฉพาะบริเวณเขตพระราชฐานชั้นในมีไม้ดอกพันธุ์ต่างๆ ที่ออกดอกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะต้นพลองที่ออกดอกสีม่วงเป็นไม้ป่าที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดมาก

 

พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรทางภาคใต้ พระองค์มีพระราชประสงค์จะมีที่ประทับเพื่อจะได้ทรงใกล้ชิดและทรงงานในภาคใต้ได้สะดวก ทรงเลือกเขาตันหยงเพราะเป็นพื้นที่สูง มีต้นไม้ป่าขนาดใหญ่ ดูงดงาม อยู่บนเนินเขาริมทะเลฝั่งอ่าวไทย และอยู่สุดเขตแดนประเทศไทยที่ติดกับประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อเจ้าของที่ดินทราบถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระตำหนักก็ยินดียิ่งนัก น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินในการสร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระองค์ได้พระราชทานทรัพย์เพื่อสร้างมัสยิดในบริเวณใกล้กับเขตพระราชฐาน ถือเป็นเป็นพระราชฐานที่ประทับแห่งเดียวในประเทศ (และอาจจะในโลก) ที่มีสุสานอยู่ภายในบริเวณนับจากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาสในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคมของทุกปี

TAGS: