นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ! แก้ง่ายๆด้วย 4 ข้อนี้
นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ! แก้ง่ายๆด้วย 4 ข้อนี้
Health & Wellness

นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ! แก้ง่ายๆด้วย 4 ข้อนี้

หากรู้สึกไร้เรี่ยวแรงแม้จะนอนหลับเต็มอิ่มมาทั้งคืน การหาสาเหตุของความอ่อนเพลียคือก้าวแรกของการเอาชนะโรค

ในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนสื่อสารกันตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน นับวันจึงยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะปิดสวิตช์ร่างกาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลียจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้า ไร้เรี่ยงแรง ไม่กระตือรือร้นและนอนหลับกระสับกระส่ายเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในบรรดาผู้ที่เข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ทั่วไป หากน้อยคนที่จะได้รับคำอธิบายทางการแพทย์ เช่นนี้แล้วจะเกิดผลอะไรตามมา

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ดร.โซแฮร์ โรเค็ด ผู้เขียนหนังสือ The Tiredness Cure (สำนักพิมพ์ Vermillion 12.99 ปอนด์) และแพทย์ทั่วไปซึ่งมีความสนใจพิเศษด้านการแพทย์ผสมผสานมุ่งมั่นหาคำตอบ

มีสาเหตุทางการแพทย์ของอาการเหนื่อยล้าหลายประการ ได้แก่ โรคโลหิตจาง การขาดวิตามินบี 12 ภาวะต่อมธัยรอยด์บกพร่อง โรคเบาหวาน โรคติดเชื้อ รวมทั้งอาการผิดปกติทางจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอาการเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ในเคสส่วนใหญ่แล้วผลลัพธ์กลับเป็นเนกาทีฟ ทำให้แพทย์ไม่สามารถสรุปหาสาเหตุและวิธีการรักษาแน่ชัดได้ จึงเป็นสาเหตุที่ดร.โรเค็ดอธิบายความเหนื่อยล้าไว้ว่าเป็น “ปัญหาจากการดำเนินชีวิต” โดยขยายความว่า “สิ่งนี้สร้างผลกระทบสำคัญต่อชีวิตและสุขภาพของคนๆ หนึ่ง แต่มันจะไม่แสดงผลใดๆ ในการตรวจเลือดทั่วๆ ไปหรือการตรวจวินิจฉัยโรค แม้มีอาการปรากฎขึ้นจริงแต่กลับยังไม่มีวิธีการรักษาที่เป็นแบบแผน”

ในหนังสือของดร.โรเค็ด แพทย์หญิงผู้นี้มองหาหนทางช่วยเหลือผู้ป่วยจากภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังหรือเหนื่อยล้าตลอดเวลา (Tatt) ด้วยการพิจารณาปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่เป็นสาเหตุให้เกิดความอ่อนล้า แล้วจึงมุ่งรักษาที่จุดนั้นๆ เริ่มต้นด้วยการทำแบบตรวจสอบสุขภาพพลังงานของร่างกาย เป็นชุดคำถามสั้นๆ ที่มุ่งหาสาเหตุของโรค ความเป็นไปได้ต่างๆ

1 ฉันมีคุณภาพการนอนที่เพียงพอแล้วหรือไม่ ?

“คำถามนี้อาจเห็นได้ชัด สังเกตดูว่าถ้าตื่นขึ้นมาในแต่ละวันด้วยความเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะนอนหลับ 5 หรือ 9 ชั่วโมง ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณนอนหลับไม่เพียงพอ” ดร.โรเค็ดกล่าว “ร่างกายไม่มีเวลาเพียงพอที่จะฟื้นฟูพลังงานและพักผ่อนซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบการนอนไปเรื่อยๆ จะทำให้ร่างกายไม่มีเวลาได้ฟื้นฟูตนเอง”

2 ฉันต้องพึ่งน้ำตาลและคาเฟอีนเพื่อให้มีแรงใช่หรือไม่ ?

การลดการบริโภคน้ำตาลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดง่ายๆ แค่ข้อเดียวที่คุณสามารถทำได้เพื่อช่วยเพิ่มระดับพลังงานในร่างกาย ดร.โรเค็ดกล่าว “เมื่อเราบริโภคน้ำตาล มันจะสูบฉีดพลังงานที่คงอยู่ได้นานหลายชั่วโมงก็จริงแต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่าพลังงานลดฮวบลงไปเลยหลังจากนั้น ข้อสรุปก็คือการบริโภคน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ในปริมาณมากจะยิ่งทำให้ภาวะเหนื่อยล้าของคุณเลวร้ายลงไปอีก”

3 ฉันรู้สึกหนาวตลอดเวลาใช่หรือไม่ ?

“ภูมิคุ้มกันต่ำอาจมีสาเหตุจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ผลการศึกษาพบว่าคนที่นอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืนจะเป็นหวัดได้มากกว่าคนที่นอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมงเกือบ 3 เท่าเลยทีเดียว”

4 ฉันมีปัญหากับการตั้งสมาธิและการเพ่งความสนใจใช่หรือไม่ ?

หัวสมองมึนงงและไม่สามารถจะตั้งสมาธิได้มักเป็นสัญญาณแรกของความเหนื่อยล้า

“ภาวะต่อมหมวกไตล้าเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเหนื่อยล้าและไม่มีแรง แต่สภาวะเช่นนี้ไม่มีการสอนในแพทย์ส่วนใหญ่แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะตระหนักถึงภาวะนี้เมื่อปี 2010 แล้วก็ตาม” ดร.โรเค็ดอธิบาย

“ต่อมหมวกไตอยู่เหนือไตทั้งสองข้างและทำหน้าที่ผลิตสเตอรอยด์ฮอร์โมนมากกว่า 30 ชนิด รวมทั้งฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมพลังงาน ถ้าคุณเกิดความเครียดหรือวิตกกังวลเป็นประจำก็อาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะต่อมหมวกไตล้าได้ง่าย อาการของโรค ได้แก่ รู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด เวียนศีรษะในขณะยืน รู้สึกอยากอาหารที่มีรสเค็มหรือหวาน ขี้หลงขี้ลืมหรือสูญเสียความทรงจำระยะสั้น”

แต่ข่าวดีก็คือการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงต่อระดับพลังงานของคุณเอง คำแนะนำในหนังสือของดร.โรเค็ด เช่น ควรบริโภคผลไม้สดและผัก 5 ส่วนเป็นประจำทุกวัน รับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามินดี น้ำมันตับปลา โปรไบโอติกส์และวิตามินรวม ออกกำลังกายเบาๆและฝึกวิธีการผ่อนคลายต่างๆ ก็เป็นการสร้างเสริมระดับพลังงานในร่างกายได้ในระยะยาว