รักไม่มีพรหมแดน ของหนุ่มอินเดียและสาวลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ‘สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ’
Exclusive Interviews

รักไม่มีพรหมแดน ของหนุ่มอินเดียและสาวลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ‘สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ’

สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ และเรื่องราวการขอแต่งงานสุดโรมานซ์บนหลังม้า

เมื่อสองปีก่อน ธุรกิจนำพาให้คุณสิธ-สิธธัตถะ เซกาล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวอินเดียได้พบกับคุณหนูนา-นริศา คุโบตะ ลูกครึ่งสาวไทย-ญี่ปุ่น ทายาทเจ้าของบริษัทผลิตอาหารแช่แข็งส่งออกประเทศญี่ปุ่น ทว่า บทสนทนาบนโต๊ะอาหารในวันนั้นกลับห่างไกลเรื่องธุรกิจอย่างสิ้นเชิงเมื่อต่างทราบว่าอีกฝ่ายก็หลงรัก 'ม้า' และโปรดปรานการขี่ม้าเหมือนกัน แม้จะขี่ม้ากันคนละประเภทก็ตาม

สิธธัตถะ เซกาล

หากใครที่ยังไม่คุ้นหูกับบ้านเซกาล ต้องบอกว่าไม่แปลกเพราะครอบครัวคุณสิธ-สิธธัตถะ เซกาล เป็นชาวอินเดีย โดยเข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทยตั้งแต่รุ่นคุณปู่ (คุณดีแอล เซกาล) ทำงานเป็นล่ามภาษาอังกฤษในบริษัทคนจีนย่านเยาวราช คุณปู่เก็บหอมรอมริบทั้งประสบการณ์และเงินทองจนเปิดร้านขายผ้าในชื่อ Sehgal Brothers ต่อมาในรุ่นที่สองได้หันมาทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ หลังจากคุณลุงและคุณพ่อของคุณสิธ (คุณสาธิต-คุณระวี เซกาล) ทำงานกับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหัวใหญ่ของประเทศไทยอย่าง Bangkok Post อยู่หลายปี จึงได้ผลิตนิตยสารของตัวเอง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ LOOKEAST หนังสือสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาเมืองไทย เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และ Thailand Airline Timetable รวมข้อมูลตารางการบินสำหรับคนไทยที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ

คุณสิธจบโรงเรียนนานาชาติ ISB จากเมืองไทยแล้วไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินที่ New York University ระหว่างเรียนมีโอกาสจัดงานอีเว้นท์ต่างๆให้กับเพื่อนๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเลี้ยงรับรอง ทำให้สนใจธุรกิจร้านอาหาร เพราะที่นิวยอร์กมีร้านอาหารระดับโลกหลายร้าน เมื่อเรียนจบกลับมาเมืองไทยไปช่วยธุรกิจสิ่งพิมพ์ของครอบครัวอยู่พักหนึ่ง สบโอกาสดีจึงเปิดร้านอาหารอินเดียเป็นของตัวเองในชื่อ Indus

สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ

สำหรับหญิงสาวดวงตากลมโต ผิวขาวผุดผ่อง ผมดำยาวสลวยผู้นี้ เธอคือคุณหนูนา-นริศา คุโบตะ คุณแม่เป็นคนไทย ส่วนคุณพ่อเป็นชาวญี่ปุ่น เธอจบชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนจิตรลดา แล้วย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำที่ออสเตรเลีย เมื่อจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก University of Western Australia จึงไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่บ้านเกิดคุณพ่อ แล้วถึงกลับมาต่อปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ธุรกิจอาหารแช่แข็งส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นของครอบครัวคุโบตะ เป็นการทำธุรกิจร่วมกันของลูกเขย (คุณมาโมรุ คุโบตะ) กับคุณแม่ยาย (คุณสงาม เจริญรัถ) นั่นเอง

แม้ไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกัน แต่ความสัมพันธ์กลับงอกงามขึ้น โดยมีม้าเป็นสื่อรักเชื่อมโยงคนสองคนให้ใกล้ชิดและรู้จักกันมากขึ้น และเพิ่งทราบทีหลังว่าเคยไปสถานที่เดียวกันในวันเวลาเดียวกัน และยังมีเพื่อนกลุ่มเดียวกันอีกด้วย ทว่า กว่าจังหวะเวลาของชีวิตจะลงตัว 'ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน' ก็ล่วงมาอีกหลายปีกว่าจะได้พบกัน

สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ

“เรามีเพื่อนคนเดียวกันหลายคน คุยกันไปคุยกันมา เลยได้รู้ว่าเราเคยไปฟาร์มม้าหมอปอ (นพ. นพดล สโรบล) ที่ปากช่องในวันเวลาเดียวกันเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนั้นหนูนาคุยกับเพื่อนของสิธหลายคน ยกเว้นเขาคนเดียวที่เดินผ่านกันแต่ยังไม่รู้จักกัน" คุณหนูนาส่งยิ้มหวานให้สามีที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ครั้งนั้นวันรุ่งขึ้นหลังจากที่มาคุยงานกัน หนูนาจะไปทริปขี่ม้าข้ามทะเลทรายที่อินเดียกับเพื่อนๆ และหนึ่งในเพื่อนร่วมทริปคือ 'เทพราช รังสิต' (มหาราชเทพราช สิงห์แห่งชัยปุระ) ซึ่งเป็นเพื่อนหนูนาสมัยจิตรลดา และเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนนานาชาติ แต่เราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หนูนาจะขี่มาแบบอิเควสเทรียน ส่วนผมเล่นโปโล เลยอยากชวนเขามาลองเล่นดู เพราะกีฬาโปโลมีผู้หญิงเล่นเก่งหลายคน โดยเฉพาะ 'คาโรลีน ลิงค์'” (ทายาทรุ่นที่ 5 ของบริษัท บี. กริม เพื่อนสนิทของคุณสิธ)

“นอกจากเป็นทริปขี่ม้าทางไกลแล้วยังเป็นการไปอินเดียครั้งแรกของหนูนาด้วย พอรู้ว่าเขาเป็นคนอินเดียเลยถามเขาว่า 'พูดภาษาอินเดียได้ไหมคะ' เขาตอบมาเป็นชุดอย่างวิชาการจ๋าเลยค่ะว่า 'ภาษาฮินดี ศาสนาฮินดู ประเทศอินเดียครับ' (หัวเราะ) เป็นทริปขี่ม้าที่หนูนาประทับใจมากค่ะ ขี่ม้าวันละ 25-30 กิโลเมตร ตื่นแต่เช้า กินข้าวแล้วก็ขี่ม้า 3 ชั่วโมง พักกินข้าวกลางวันและพักม้าตั้งแต่เที่ยงถึงบ่ายสามยางทีพักกันใต้ต้นไม้บ้าง กลางทะเลทรายบ้าง แล้วเดินทางต่อตอนเย็น แต่สนุกและชอบมาก เพราะได้ไปต่างจังหวัดของอินเดีย เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน"

สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ

ยิ่งได้ทำกิจกรรมด้วยกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ก็พัฒนาขึ้น ผ่านการเรียนรู้และศึกษานิสัยใจคอกันอย่างเป็นธรรมชาติ

“ครั้งแรกที่ผมพบหนูนาที่ร้านอาหารของผม คิดว่าเขาเป็นคนสวย เรียบร้อย ดูฉลาด หน่วยก้านดูเป็นผู้หญิงที่ชอบเล่นกีฬา และมีความคิดแวบขึ้นมาว่า She could be my wife. เราคลิกกันเร็วมากเมื่อได้คุยกัน ตอนเราไปเที่ยวหลวงพระบางด้วยกัน ผมชวนเขากระโดดเล่นน้ำในน้ำตก เพื่อนผมจากนิวยอร์กที่ไปด้วยกันอีก 3 คน ปกติเป็นคนมั่นใจมากแต่กลับไม่กล้ากระโดด ผมหันไปอีกที หนูนาปีนต้นไม้แล้วก็กระโดดลงมาทั้งที่อากาศหนาวมากครับ เธอทำผมกับเพื่อนๆ ทึ่งและตกใจไม่น้อยเพราะไม่คิดว่าเธอจะกล้า ด้วยบุคลิกเป็นคนเงียบๆ ท่าทางเรียบร้อย ผมเลยได้รู้ว่าจริงๆ แล้วหนูนาเป็นคนซนเอาการเลยครับ" คุณสิธหัวเราะชอบใจอย่างอารมณ์ดี

“คุณสิธมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าหนูนา เขาเลยช่วยสอน คอยเตือนหนูนาไม่ให้ทำอย่างนั้น อย่าซนอย่างนี้นะ เพราะหนูนายังมีความเป็นเด็ก ชอบเที่ยวเล่น ชอบอยู่กับธรรมชาติ เล่นกับสัตว์ ชอบขี่ม้าเข้าป่า" คุณสิธได้ยินถึงตอนนี้ ได้ทีขอฟ้องทีมงานถึงความดื้อเงียบของภรรยา "ขนาดป่วย ผมขอร้องไม่ให้ไปขี่ม้า รอให้หายดีก่อน ก็ยังแอบไปขี่จนได้ เลยต้องขู่ว่าจะโทร.ไปคุยกับครูฝึกถึงจะยอม"

“เพื่อนๆทักว่าผมเปลี่ยนไปเยอะหลังจากคบกับหนูนา ผมสงบและใจเย็นขึ้น มีกิจกรรมใหม่ๆในชีวิตมากขึ้น จากที่เคยไปดินเนอร์ ออกอีเวนต์ เทสต์ไวน์ ดูคอนเสิร์ต ก็ได้ไปปฏิบัติธรรม เที่ยวเชิงธรรมชาติมากขึ้น" คุณสิธเล่าพลางหันไปส่งสายตาขอบคุณภรรยา

 

ขอแต่งงานสุดโรมานซ์บนหลังม้า

คบกันได้ 2 ปี คุณสิธจะไปร่วมงาน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกที่ซิดนีย์ จึงถือโอกาสชวนคุณหนูนาไปพักผ่อนด้วยกันต่อที่นิวซีแลนด์ แน่นอนว่าต้องมีโปรแกรมขี่ม้ารวมอยู่ด้วย ระหว่างที่ขี่ม้าไปที่เมืองเล็กๆ ชื่อเกลนอร์คี ซึ่งคุณสิธทำการบ้านมาแล้วว่าเป็นสถานที่ที่งดงามทั้งบรรยากาศและธรรมชาติรอบตัว มีสายน้ำและขุนเขาจึงเหมาะที่จะเป็นโลเกชั่นในการขอคุณหนูนาแต่งงาน และโดยไม่ทันให้เธอตั้งตัว คุณสิธก็หยิบกล่องแหวนที่ซ่อนติดตัวมาตลอดทริปแล้วลงจากม้าเพื่อขอเธอแต่งงานขณะที่เธอยังอยู่บนหลังม้า

สิธธัตถะ เซกาล-นริศา คุโบตะ

“'Can I be your groom forever?' ตอนนั้นหนูนาก็งงว่าเขาหมายถึง groom ที่แปลว่าคนเลี้ยงม้า หรือ groom ที่แปลว่าเจ้าบ่าว พอคุณสิธถามย้ำอีกครั้ง หนูนาก็เห็นแหวนในมือเขา เลยเข้าใจคำถามของเขาแล้ว" คุณสิธหันไปโอบกอดคุณหนูนาที่กำลังข่มความเขินของตัวเองอยู่ "เมื่อหนูนาตอบตกลง ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ"

วันที่คุณสิธและครอบครัวไปเจรจาสู่ขอคุณหนูนาที่บ้านของเธอ ได้พาญาติชาวอินเดียที่เคยอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นจนรู้ขนบประเพณีและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไปด้วย และได้สอนให้คุณสิธท่องประโยคภาษาญี่ปุ่นไปพูดกับว่าที่คุณพ่อตา เมื่อคุณสิธพูดจบ คุณพ่อคุณหนูนาร้องไห้ แล้วทุกคนในครอบครัวก็ร้องตาม

“ผมมาทราบทีหลังว่าประโยคภาษาญี่ปุ่นที่คุณอาสอนให้พูด ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษที่ผมถนัดก็คือ I'd like to be the one to make your daughter happy. ซึ่งตรงกับใจผมที่อยากจะบอกกับท่านเช่นนั้นเหมือนกัน"

“คุณพ่อคุณแม่ขอแค่คนที่เข้ามาต้องเป็นคนดี คุณสิธเป็นแฟมิลี่แมน เขาเข้ากับทุกคนในครอบครัวหนูนาได้ดี เขาคุยเรื่องหุ้น เรื่องการเงินกับคุณแม่ และคุยธุรกิจกับคุณยาย คุยเรื่องอาหารกับคุณพ่อ คุณพ่อบอกสั้นๆ แค่ว่า 'โชคดีที่ได้เจอสิธ' ท่านคงเห็นความเป็นผู้ใหญ่ของคุณสิธและคิดว่าน่าจะปราบหนูนาอยู่ค่ะ" คุณหนูนาหัวเราะขำขึ้นบ้าง

นอกจากต้องเตรียมงานแต่งงานซึ่งมีทั้งพิธีไทยและพิธีอินเดียแล้ว บ่าวสาวคู่อื่นอาจเพียงซ้อมเต้นรำสำหรับเฟิร์สต์แดนซ์ แต่คู่นี้ซ้อมเต้นกันจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าสาวที่ซ้อมเต้นนานนับเดือน เพราะมีเต้นหลายชุด และในค่ำคืนนั้นที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ทุกคนต่างตะลึงและทึ่งในลีลาการแดนซ์ของคุณหนูนากับเพื่อน เรียกเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดได้สนั่นลั่นห้องบอลรูมกันเลยทีเดียว