อาชีพใหม่ของคนชอบกิน! ‘เบญญาภา สวัสดิ์-ชูโต’ สาวหน้าเก๋ผู้ริเริ่มทัวร์ชิมอาหาร
อาชีพใหม่ของคนชอบกิน! ‘เบญญาภา สวัสดิ์-ชูโต’ สาวหน้าเก๋ผู้ริเริ่มทัวร์ชิมอาหาร
Exclusive Interviews

อาชีพใหม่ของคนชอบกิน! ‘เบญญาภา สวัสดิ์-ชูโต’ สาวหน้าเก๋ผู้ริเริ่มทัวร์ชิมอาหาร

มารู้จักสาวหน้าเก๋ เเบญญาภา สวัสดิ์-ชูโต จ้าของธุรกิจฟู้ดทัวร์ พาชิมอาหารในต่างแดนแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ต้องประทับใจ

Fove Food Tour คือธุรกิจฟู้ดทัวร์ที่คุณเบญญาภา สวัสดิ์-ชูโต เป็นเจ้าของ ด้วยไพรเวททัวร์ขนาดเล็กที่น่าสนใจด้วยรูปแบบของการพาไปกินและเที่ยวอย่างคนที่รู้เรื่องอาหารจริงๆ ซึ่งเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับความชอบของเธอที่ค้นพบมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย

“เบนเป็นเด็กโรงเรียนทอสีรุ่นแรกเพราะคุณแม่ (ภควดี สวัสดิ์-ชูโต) ช่วยคุณป้าทำโรงเรียนทอสีอยู่ด้วยแต่ตอนนั้นมีถึงแค่อนุบาลสามเขาเพิ่งมาขยายตอนหลัง ดังนั้นเบนจึงต้องเข้าเรียนที่มาแตร์เดอีตั้งแต่อนุบาลสามจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 สิบสามปีค่ะ ถือว่าเป็นโรงเรียนที่ดีมากโรงเรียนหนึ่งทั้งในเรื่องภาษาอังกฤษและการได้คอนเน็กชั่นที่ดี ญาติๆผู้หญิงทุกคนของเบนก็เรียนที่นี่หมดแต่เบนเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือเลย(เธอลากเสียงยาว) เกลียดการเรียนหนังสือมาก (และลากเสียงยาวอีกครั้ง) ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบแต่ระหว่างที่เรียนก็ถือว่าได้คะแนนดีนะคะตั้งแต่มาแตร์ฯแล้ว3.4คือเบนไม่ได้ตั้งใจเรียนนักแต่เราอยู่ในกลุ่มของเพื่อนที่ค่อนข้างฉลาดเป็นพวกหัวกะทิ เบนเลยพลอยได้คะแนนดีไปด้วย”

เมื่อต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณเบญญาภาประเมินตัวเองถึงความเป็นไปได้ในการเลือกคณะที่เรียนจากความถนัดของตัวเอง โดยทักษะที่มีพาเธอให้เข้าไปอยู่ในรั้วจามจุรีในฐานะนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม

“เราเป็นคนชอบกินมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแต่พอไปมหาวิทยาลัยทุกคนเขากินข้าวที่คณะกินอะไรง่ายๆเร็วๆซึ่งเราไม่โอเค (หัวเราะ) ต้องออกไปสยามไปมาบุญครองเพื่อหาของกินอร่อยๆเลยมีเพื่อนไม่กี่คนที่จะไปด้วยกันกับเราส่วนคะแนนนี่ไม่สนใจเลยเพราะพ่อแม่บอกว่าแค่จบก็พอแล้วฉะนั้นเราก็เรียนแค่จบจริงๆจบมานี่ผ่านมานิดเดียวเองนะคะตามเกณฑ์มันต้องเกินสองเราได้ประมาณ 2.2 เพราะเราไม่ได้สนใจอะไรเลยแทบไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางไปต่อด้านนี้และจะไม่เป็นลูกน้องใคร”

ชอบรับประทานอาหารจนได้เรื่อง

“ก็มานั่งคิดว่าเราชอบกินที่สุดคือทำอาหารน่ะทำได้ชอบอาหาร แต่พูดถึงอาหารทั้งตอนนั้นและตอนนี้ทุกคนก็จะนึกถึงการไปเรียนกอร์ดองเบลอ ไปเป็นเชฟแต่เราไม่เราไม่ได้ชอบอยู่ในครัวแล้วคอยทำอาหารให้คนกินเราไม่ได้มีความสุขที่มีคนกินของเราแล้วเขาแฮปปี้เราแค่ชอบกินและแฮปปี้ตอนที่เรากินดังนั้นก็เลยมาดูแล้วกันว่ามีที่ไหนสอนเรื่องการชิมอาหารการกินอาหารบ้าง”

คีย์เวิร์ดที่ว่า Food Study, Tasting และคำอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการชิมอาหารถูกใช้เป็นคำค้นหาในกูเกิลในที่สุดคุณเบญญาภาก็ได้พบว่ามันมีวิชาเหล่านี้จริงๆสอนอยู่ที่สถาบันในต่างประเทศ

“มีสองแห่งที่เจอค่ะคือที่ Boston University สาขาที่เรียนชื่อ Food Study เลยกับอีกแห่งหนึ่งที่อิตาลีซึ่งอยู่ที่ไหนไม่รู้จักเลยเมื่อมีแค่สองตัวเลือกก็ตั้งใจว่าจะไปบอสตันคิดแค่ว่าเพิ่งเรียนจบก็ขอไปอยู่อเมริกาก่อนก็แล้วกันตอนนั้นเลยไปอยู่ฮาวายเพราะชอบทะเลชอบเล่นเซิร์ฟแต่ยังไม่ได้สมัครเรียนที่บอสตันเพราะอยากไปเที่ยวก่อน ช่วงสองอาทิตย์ก่อนไปฮาวายเป็นช่วงเดดไลน์ของการยื่นใบสมัครเข้าเรียนที่อิตาลีพอดี ก็คิดว่าสมัครไปก่อนแล้วกันจนอยู่ฮาวายได้เดือนหนึ่งอิตาลีตอบรับมาว่ารับแล้วนะตอนนั้นยังไม่ได้สมัครเข้าบอสตันเลยบินกลับไทยแล้วลองไปอิตาลีดู

“มหาวิทยาลัยที่อิตาลีชื่อว่า University of Gastronomic Science ที่สอนเกี่ยวกับอาหารอย่างเดียวเลยเพราะก่อตั้งโดยองค์กร Slow Food Movement เปิดมาน่าจะไม่เกินสิบห้าปีสาขาที่เราเรียนคือ Food Cultures and Communications ซึ่งยังใหม่มากที่สอนในบอสตันเองก็ใหม่เหมือนกันสุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนที่นี่เลยเป็นหลักสูตรปริญญาโทเรียนหนึ่งปีจัดการเอกสารเรียบร้อยแล้วก็ไปเรียนทันทีเรื่องภาษาไม่เป็นปัญหาเพราะใช้ภาษาอังกฤษเพื่อนในคลาสมียี่สิบหกคนครึ่งหนึ่งเป็นอเมริกันที่เหลือก็มีชาติอื่นๆอย่างญี่ปุ่นไต้หวันแอฟริกันเยอรมันสวิสออสเตรเลียค่อนข้างหลากหลายมากอายุก็ตั้งแต่ยี่สิบสามไปจนถึงสามสิบนิดๆไม่แก่มากแต่ทุกคนเป็นคนที่ชอบอาหารแล้วก็จะมีคนที่มาเรียนด้านไวน์อีกประมาณครึ่งหนึ่งมันเป็นสิ่งที่รวมอยู่แล้วเพราะถ้าพูดถึงเรื่องอาหารอิตาเลียนหรือยุโรปก็ต้องมีไวน์ด้วย”

จากที่คิดว่ามหาวิทยาลัยที่อิตาลีนี้ช่างห่างไกลเมือง กลับกลายเป็นว่าที่นี่คือการเปิดโลกของอาหารยุโรปให้คุณเบญญาภาเป็นอย่างมาก ทุกวันที่เรียนคือความสนุกและความสุขของคนชอบกินอย่างแท้จริง

“อาจารย์ที่มาสอนจะเป็นอาจารย์ที่อยู่ในวงการนี้และรับเชิญมาจากทั่วโลกส่วนการเรียนเราจะเริ่มคลาสตั้งแต่ประวัติศาสตร์เรื่องอาหารว่าอาหารจานนี้มีที่มายังไงเป็นแบบนี้เพราะอะไรเรียนตั้งแต่การปลูกข้าวแต่จะเน้นอาหารอิตาเลียนเป็นหลักมีชาติอื่นบ้างนิดหน่อยไม่มีเอเชียและเกือบทุกเดือนจะมี Field Trip ประมาณหนึ่งอาทิตย์ออกไปตามเมืองต่างๆเพื่อไปดูฟาร์มดูโรงงานดูสายการผลิตแล้วไปชิมว่าของอร่อยของที่นี่เป็นยังไงมีอะไรบ้างในแต่ละแคว้นเพราะที่นั่นเขาแบ่งเป็นยี่สิบเอ็ดแคว้นก็ได้ไปเยอะประมานสามสี่แคว้นในอิตาลีแล้วก็มีทริปนอกประเทศไปสวิสไปกรีกแล้วแต่ปีว่าเขาจะเลือกให้ไปประเทศไหนและไปเมืองไหน

“ร้านที่ไปชิมไม่เชิงว่าเป็นร้านดังแต่เป็นร้านที่อร่อยเพราะว่าองค์กร Slow Food เขาจะกึ่งๆเหมือนมิชลินไกด์ให้คะแนนเป็น Good, Fair, Clean คืออาหารต้องดีต้องยุติธรรมกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องสะอาดและขนส่งในระยะใกล้ใช้ของในชุมชนเพราะจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการขนส่งซึ่งต้องบอกว่าอร่อยแทบทุกร้าน

“และที่นั่นเขาจะกินชีสกันเป็นปกติเราก็จะเรียนกินชีสอย่างพาร์เมซานที่บ่มไว้หนึ่งปีสองปีห้าปีสิบสองปีสิบสี่ปีแล้วชีสที่คล้ายพาร์เมซานมีอะไรอีกบ้างพาร์มิจาโนเรจจาโนเวลาสอบก็จะถามว่าชีสนี้กี่ปีหรือนี่คือชีสอะไรแล้วก็มีการชิมชีสชิมไวน์ซาลามีพาร์มาแฮมน้ำผึ้งเบียร์กาแฟเรียนชิมอาหารไปเรื่อย

“การเรียนชิมอาหารทำให้เรารู้ว่าอาหารแต่ละชนิดเป็นยังไงอะไรคือของดีมีคุณภาพสูงของอาหารชนิดนี้แล้วก็ยังมีเรื่องของ Sensory Analysis คือเรื่องของกลิ่นเพราะเรื่องอาหารการกินนอกจากรสชาติแล้วกลิ่นก็มีความสำคัญจะมีการสอบดมว่าชิมแล้วเราได้กลิ่นอะไรก็ได้ชิมของที่เป็นที่สุดของเขาเลยในหลายๆตัวสาขาที่เราเรียนเน้นชิมเที่ยวแล้วก็เขียนเราต้องทำสื่อทั้งทำวิดีโอเขียนถ่ายรูปซึ่งโชคดีมากที่ได้เรียนคอร์สนี้เพราะหลังจากนั้นดูเหมือนเขาจะเน้นเรื่อง Product of Origin หรือเน้นเรื่องไวน์ไปเลยเปลี่ยนหลักสูตรไปแล้ว

 

กำเนิดฟู้ดทัวร์

“เบนเป็นคนเที่ยวเยอะเมื่อก่อนไปเที่ยวปีละครั้งไม่เคยใช้ทัวร์เลยเพราะมีป้าจุ๋ง (ศรีวรา อิสสระ) เป็นคนจัดทริปให้ครอบครัวตลอดแต่มีครั้งหนึ่งเคยไปกันเองกับพ่อและปู่ (ไพจิตร, ดุษฏีสวัสดิ์-ชูโต) พ่อเป็นคนชอบกินมากเบนได้เรื่องกินจากท่านแล้วเมื่อก่อนพวกเราชอบดูรายการทีวีแชมเปี้ยน มีทัวร์หนึ่งเขาเคลมว่าจะพาตามรอยทีวีแชมเปี้ยนเลยราคาสูงกว่าทัวร์อื่น เป็นทัวร์กินเราก็ซื้อทัวร์เขาไปฮอกไกโดเป็นการไปทัวร์ครั้งแรกแล้วแย่มากอาหารคุณภาพไม่ดีเลยแล้วต้องเที่ยวตามตารางเป๊ะทำให้ตั้งใจว่าจากนี้จะไม่ไปทัวร์อีกแล้ว

“พอต้องทำธีสิส ก็มาคิดว่ามันต้องมีคนแบบเราบ้างแหละที่อยากไปเที่ยวแล้วได้กินของอร่อยๆ เที่ยวสบายๆคล้ายไปเที่ยวเองแล้วมีคนจัดการทุกอย่างให้เน้นเรื่องกินเลยทำโปรเจ็กต์นี้เป็นธีสิสทำทัวร์กินโดยพาลูกทัวร์คนไทยไปกินไปเที่ยวในอิตาลี

“ตอนนั้นเช่ารถหนึ่งเดือนขับตระเวนทั่วอิตาลีเขียนจดหมายหาโรงแรมหาร้านอาหารว่าจะทำธีสิสและมีแผนธุรกิจว่าจะพาคนไทยมาทัวร์กินจะไปนอนที่โรงแรมบางแห่งก็ลดราคาให้ไปกินอาหารดีๆบอกเขาว่าอะไรที่คุณคิดว่าเป็นจานเด็ดที่สุดของคุณส่งมาให้หมดเลยขอจานละนิดละหน่อยแต่ที่อิตาลีเขาไม่รู้จัก small portion เขาก็จะมาใหญ่หมดบางทีกินสิบสองจานให้ไวน์มาหกแก้วก็สนุกสนานมากตอนนั้นอ้วนขึ้นเยอะมากเพราะกินเยอะ”

จากธีสิสปริญญาโทที่พากินพาเที่ยวต่อยอดมาสู่ธุรกิจ Fove Food Tour ขณะเดียวกันเธอก็ได้ใช้ความรู้ด้านอาหารมาเขียนบล็อกให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารชื่อว่า fovefood.wordpress.com

“เป็นบล็อกภาษาไทยที่ให้ความรู้เรื่องอาหารไปด้วยและเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองด้วยส่วนหนึ่งเพราะเราทำฟู้ดทัวร์จะเป็นใครก็ไม่รู้มีสไตล์การกินเป็นยังไงก็ไม่รู้ไม่ได้ก็ต้องแสดงตัวว่าเรามีความรู้ด้านนี้นะเพื่อว่าลูกทัวร์ทานอะไรเราสามารถอธิบายให้เขารู้เรื่อง

“หลังจากจบมาเราก็ทำฟู้ดทัวร์เลยตอนนั้นเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับบ้านเราคนก็เลยสนใจมีสื่อมาสัมภาษณ์ลงนิตยสารลูกค้ารอบแรกก็มาจากนิตยสารเรารับแค่หกคนเลือกทำกลุ่มเล็กเพราะว่าการจองกลุ่มเล็กมันสะดวกกว่าและเราอยากทำทัวร์ที่มันสบายๆยืดหยุ่นได้ให้คนได้ไปเที่ยวแบบชิลล์ๆเป็น Food and Lifestyle ไปถึงก็เช่ารถพร้อมคนขับแล้วไปด้วยกันหรือบางครั้งสมมติไปโรมแทนที่จะเดินเราซ้อนท้ายเวสป้าอย่างปีนี้เรามีแพลนเดินเขาขี่จักรยานแล้วไปพักกินชิลล์ๆไม่ได้เน้นเมืองแต่ถ้าอยากไปไหนก็บอกได้เราจัดให้แล้วก็มีรับงานเป็นที่ปรึกษาทริปฮันนีมูนจองโรงแรมจองร้านอาหารวางแผนทริปให้แล้วเขาก็ไปกันเอง

“ด้วยลักษณะทัวร์ของเรามันจะคัดคนอยู่แล้วโดยปริยายทุกคนส่วนใหญ่จะไม่รู้จักกันมากันหนึ่งคนบ้างสองคนบ้างกลับมาก็เป็นเพื่อนกันต่อเพราะเป็นคอเดียวกันทำให้ได้เพื่อนด้วยมีลูกค้าที่ไปปีนี้เป็นรอบที่สี่แล้วเรียกว่าปีเว้นปีเลยแต่ทัวร์เราจะทำได้ไม่ค่อยบ่อยนักปีหนึ่งทำได้แค่สองสามครั้งเพราะค่อนข้างนิชมาก

นอกจากทำฟู้ดทัวร์ในแบบของเธอแล้วความช่ำชองในเรื่องอาหารยังทำให้คุณเบนได้รับคำชวนเป็นที่ปรึกษาด้าน Menu และ Quality Control ของร้านอาหารญี่ปุ่น Sushi Seiki ที่กำลังขยายสาขาในไทยทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ต่อยอดขึ้นมาหลังจากที่เธอได้ทุ่มตัวลงไปกับวิชาชีพด้านอาหารจริงๆ

“รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำสิ่งที่ชอบมีคนจ้างให้ไปเที่ยว (หัวเราะ) แต่ก่อนจัดก็ต้องเซอร์เวย์ก่อนคือเรารู้หมดแล้วสำหรับอิตาลีแต่ถ้าเป็นประเทศอื่นก็จะไปเซอร์เวย์ก่อนอย่างปีที่แล้วมีลูกค้าไปอิตาลีด้วยและเขาชอบเขาถูกชะตากับเราเขาก็ชวนไปเที่ยวฝรั่งเศสเยอรมนีเขาแค่อยากให้เราหาร้านอาหารให้แล้วไปเที่ยวด้วยกันแล้วบอกจะให้พ็อกเก็ตมันนี่เราก็บอกว่าไม่ต้องหรอกเราก็เลือกร้านอาหารที่เราอยากไปแล้วเราก็ไปกับเขาไปกินไปเที่ยวกับเขา

“ธรรมชาติของเบนคือชอบทำให้คนมีความสุขให้เขาได้หัวเราะมันเป็นนิสัยอยู่แล้วแล้วเบนเป็นคนเข้ากับผู้ใหญ่เก่งแต่ก็จะไม่เหมือนทัวร์อื่นทั่วไปที่ปรนนิบัติทุกอย่างก็เหมือนไปเที่ยวกับครอบครัวมากกว่าและราคาของทัวร์เราก็เป็นตัวคัดลูกค้าอยู่แล้วต้องบอกว่านามสกุลเรากับมาแตร์ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับเบนค่อนข้างมากคนไม่ค่อยห่วงว่าจะถูกโกงแล้วศิษย์เก่ามาแตร์ก็จะเชื่อใจและไว้ใจทัวร์ของเรามากขึ้น”

นอกจากอิตาลีฝรั่งเศสสเปนแล้วคุณเบนยังเพิ่มทริปในเอเชียอย่างญี่ปุ่นไต้หวันและอินเดียด้วย ก่อนที่เราจะลาจาก entrepreneur คนเก่งเราจึงถามคุณเบญญาภาว่าคิดว่าตนเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

“วัดจากอะไรคะเม็ดเงินชื่อเสียงหรืออะไรคนเราจำเป็นต้องประสบความสำเร็จด้วยหรือขณะที่เบนได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่นจากคำว่าการ‘ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต’เพราะยึดติดกับคำพูดนี้”

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอตอบได้อย่างมั่นใจคือพอใจและมีความสุขที่สุดแล้วกับชีวิตในรูปแบบนี้ “เพราะเราสามารถพึ่งตัวเองได้ทำประโยชน์ให้คนอื่นได้บ้างและไม่เบียดเบียนใครเท่านี้เบนคิดว่าน่าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้วนะคะ”