'ส.ค.ส' พระราชทาน พรในความทรงจำจากพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 - HELLO! Magazine Online

'ส.ค.ส' พระราชทาน พรในความทรงจำจากพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

บัตรส่งความสุขพระราชทาน คือ พรอันยิ่งใหญ่จากพระราชหฤทัยเพื่อส่งความสุขสู่พสกนิกร

ทุกสิ้นปีของพสกนิกรชาวไทยต่างน้อมรับพรพระราชทานความสุขจาก ส.ค.ส.พระราชทานอันเป็นบัตรส่งความสุขที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง โดยปีแรกนั้น ส.ค.ส.ไม่มีการตกแต่งลวดลายใดๆ กระทั่ง พ.ศ. 2548 ทรงเริ่มมีการประดับประดาเป็นรูปแบบ ส.ค.ส.มากขึ้น จนเมื่อถึง พ.ศ. 2549 ส.ค.ส.พระราชทานก็เปลี่ยนเป็นภาพสีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2529

ส.ค.ส.พระราชทานจาก'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช'เป็นบัตรส่งความสุขเพื่อพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เป็นประจำทุกปี โดยประวัติความเป็นมานั้นเริ่มจากทุกๆวันสิ้นปี อย่างวันที่ 31 ธันวาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพรเนื่องในโอกาสดีวันขึ้นปีใหม่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี 

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2531

กระทั่งเริ่มต้น พ.ศ. 2530 ทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจมาปรุแถบโรงพิมพ์ (เทเล็กซ์) เพื่อพระราชทานพรปีใหม่แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายก่อนจากนั้นเริ่มเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า 'กส.9' คือ พระนามเรียกขานทางวิทยุสื่อสารของพระองค์ โดยมีหน่วยงานต้นสังกัดคือ กองตำรวจสื่อสารในสมัย 'พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ 'อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขในสมัยนั้นได้ถวายไว้ให้ทรงใช้ประจำพระองค์และทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า ‘กส.9 ปรุ’ ซึ่ง ส.ค.ส.ที่เป็นโทรพิมพ์เหล่านี้เริ่มพิมพ์สู่สาธารณชนในปีเดียวกัน 

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2535

เมื่อเทคโนโลยีที่ได้พัฒนามากขึ้นพระองค์ทรงศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จนเชี่ยวชาญจึงทรงเริ่มต้นประดิษฐ์ ส.ค.ส.พระราชทานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์เมื่อ พ.ศ.2531 โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้โทรสาร (แฟกซ์) พระราชทานไปยังหน่วยงานต่างๆซึ่งเมื่อทรงเปลี่ยนกรรมวิธีในการผลิต ส.ค.ส.พระราชทานเป็นคอมพิวเตอร์จึงเปลี่ยนคำเป็น ‘กส.9 ปรุง’ (เพราะเปลี่ยนจากการ‘ปรุ’โทรพิมพ์เป็นการ‘ปรุง’ด้วยคอมพิวเตอร์) ถัดจากนั้นจะทรงระบุวันและเวลาที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นเป็นรูปแบบเฉพาะดังนี้ ววชชนน-ดด-ปปปป คือ ว=วันที่/ช=ชั่วโมง/น=เวลาเป็นนาที ด=เดือน และป=ปี

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2536

ตั้งแต่ พ.ศ.2531 ที่ทรงผลิต"ส.ค.ส.พระราชทาน"ด้วยคอมพิวเตอร์นั้นทรงใช้กราฟิกอย่างดีเยี่ยมและเปี่ยมไปด้วยพระราชอารมณ์ขันสะท้อนให้เหตุการณ์บ้านเมืองปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ต้องประสบในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

 

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2545

ปีต่อมาหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับได้อัญเชิญลงตีพิมพ์ในฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม เพื่อให้พสกนิกรได้ชื่นชมอย่างทั่วถึงจนมาที่ พ.ศ.2545 ทรงเริ่มมีใช้คำต่อจากวันที่ว่า ‘มหาวิทยาลัยปูทะเลย์มิถิลา’ ซึ่งเชื่อมโยงกับพระราชนิพนธ์ ‘พระมหาชนก’ (มหาวิทยาลัยปูทะเลย์เป็นที่อาศัยแห่งความรู้อันยิ่งใหญ่นำมาซึ่งการปฏิวัติระบบการศึกษาและนำพาประเทศไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนาและยั่งยืนอยู่ได้ถึง 5,000 ปี) 

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2547

มาตอนนั้นหลังๆตั้งแต่ พ.ศ.2547 ทรงเปลี่ยนเป็น ‘มหาวิทยาลัยปูทะเลย์บ้านเชียง’ (บ้านเชียง:ชุมชนพอเพียงชุมชนชาวพุทธที่พึ่งพาตัวเองได้ 100%ทั้งปัจจัยสี่และพลังงานมีความพร้อมทั้งกายภาพและองค์ความรู้มีเสบียงบุญและความสามัคคีของคนในชุมชนอันเป็นปัจจัยที่จะสามารถฝ่าวิกฤติการณ์ต่างๆ)

ส.ค.ส พระราชทานในปีพุทธศักราช 2549

จาก พ.ศ.2549 เป็นต้นมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สีลักษณะ ส.ค.ส.พระราชทานจะเป็นแนวทางเดียวกันคือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในพระราชอิริยาบถต่างๆโดยประทับพร้อมสุนัขทรงเลี้ยงและเติมคำว่า ‘พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา’ ซึ่งยังคงแสดงให้เห็นพระราชอารมณ์ขันของพระองค์

*หมายเหตุ: พ.ศ.2548 เป็นปีเดียวที่ไม่ได้พระราชทาน ส.ค.ส.เนื่องจากเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิถล่มภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ทำให้มีคนไทยและต่างชาติเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและได้ทรงสูญเสียพระราชนัดดาไปในครั้งนี้ด้วย คือ'คุณพุ่ม เจนเซ่น' พระโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

โดยนายแก้วขวัญ วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคมในปีเดียวกันนั้นว่า "ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯเนื่องในโอกาสพระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่" เมื่อเสร็จจากการบันทึกเทปแล้วมีพระราชปฏิสันถารกับตนว่า ปีใหม่นี้มิได้พระราชทาน ส.ค.ส.เนื่องจากทรงงานหนักในการให้ความช่วยเหลือพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว นายขวัญแก้ว วัชโรทัย ได้นำพระราชดำรัสจากพระองค์ความว่า...

ทรงปลื้มที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันเวลาเดือดร้อนก็ช่วยเหลือกันเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากเสมือนเป็นหลักประกันว่าเมื่อใดที่ทรงเดือดร้อนก็จะมีคนช่วยเหลือพระองค์แน่นอนการให้การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนผลบุญก็จะสนองต่อผู้ปฏิบัติด้วยรับสั่งว่า ทรงปลื้มใจคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือทุกคน มิได้แบ่งแยกว่าเป็นคนชาติใด...ขอขอบคุณ