มะลิ & จักร จุลเกียรติ คู่รักนักดีไซน์ - HELLO! Magazine Online

มะลิ & จักร จุลเกียรติ คู่รักนักดีไซน์

เมื่อคุณมะลิ Design Director แห่งบริษัทออกแบบ be>our>friend studio และคุณจักร Interior Designer เจ้าของบริษัทตกแต่งภายใน Define Studio ต้องทำเรือนหอ

เมื่อว่าที่พ่อตาไฟเขียวให้คุณจักรยกขบวนขันหมากมาสู่ขอคุณมะลิ หลังการคบหาดูใจกันอยู่ในสายตาผู้ใหญ่และราบรื่นด้วยดีมาโดยตลอด ทั้งคู่มีเวลาเพียง 6 เดือนในการเตรียมงานวิวาห์ให้ทันฤกษ์ที่ได้มา แต่การต้องรีโนเวทเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ให้เสร็จพร้อมเป็นเรือนหอทันกำหนดการด้วยนี่สิ หากเป็นคู่อื่น นี่คงเป็นโจทย์ยากที่ชวนให้ต้องเครียดได้ไม่น้อย แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคู่นี้เพราะคุณมะลิเป็น Design Director แห่งบริษัทออกแบบ be>our>friend studio ส่วนคุณจักรเป็น Interior Designer เจ้าของบริษัทตกแต่งภายใน Define Studio ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี

“บ้านเราเป็นสไตล์ ‘eclectic’ เพราะผมชอบทุกสไตล์ แต่ละสไตล์ก็มีข้อดีของมัน เลยพยายามรวมทุกอย่างที่เราสองคนชอบเอาไว้”นี่จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การตกแต่งครั้งนี้

“ของตกแต่งทุกอย่างมีทั้งของที่เราสะสมที่เก็บกันมา ของใหม่ที่ซื้อ และก็ของที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมอบให้ ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนฝีมือดี งดงาม และหายาก มีคุณค่าทางจิตใจและมีเรื่องราวมากมาย” คุณมะลิพยักหน้าเห็นพ้องกับสามีทุกประการคุณจักรชี้ไปยังตู้โชว์สไตล์วินเทจที่อยู่ชิดผนังริมทางเดิน “ตู้นี้เป็นตู้ใหม่แต่เราเลือกสไตล์วินเทจให้เข้ากับอารมณ์ของห้องนี้ เอาไว้เก็บของที่อยากเก็บแต่ยังไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน มีทั้งเครื่องแก้วของเก่าและกระดาษสิ่งพิมพ์ที่ลิเก็บสะสมไว้ก็ใส่ในตู้นี้ก่อน”

คุณจักรเลือกใช้บริการผู้รับเหมาฝีมือดีที่คุ้นเคยและทำงานด้วยกันประจำ “ผมให้ทุบผนังห้องครัวออกแล้วต่อกรอบของห้องเพื่อให้เกิดโครงใหม่ขึ้นมา เป็นการแบ่งโซนแยกฟังก์ชั่นพื้นที่ใช้สอยแบบง่ายๆ ดูเป็นสัดเป็นส่วนขึ้นมา แต่ยังให้ความต่อเนื่องกันกับห้องครัว โซนนี้ยังเป็นตู้บิวด์อินที่เป็นของเดิม ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ island โดยทำเป็นแท่นขึ้นมากรุรอบด้วยไม้ข้างบนเป็นแผ่นหินอ่อนคุณจักรเลือกทาสีเขียวกระเบื้องศิลาดลในส่วนที่เป็นไม้ทั้งหมดของห้องครัว วันไหนนึกครึ้มทำครัวจริงจัง ก็มีบานเฟี้ยมที่คุณจักรตั้งใจไว้กันกลิ่นอาหารจากการทำครัว หากทั้งสองไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน ภารกิจนี้อาจไม่เสร็จเร็วภายใน 2 เดือน

“สายตาและวิชาชีพของนักออกแบบภายในคุณจักรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งได้อย่างน่าทึ่ง อย่างเช่น ตู้เก็บของสเตนเลสสไตล์อินดัสเทรียลที่คิดว่าต้องสั่งทำแน่ๆ แต่เขากลับซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปในราคาไม่แพง แต่เมื่อคุณจักรวางแผ่นหินอ่อนลงด้านบน ความดิบแข็งแบบแมนๆ ก็ดูบางเบาลง จนคุณมะลิเห็นแล้วยังนึกชอบกับตู้เก็บของที่ประยุกต์เป็นที่วางทีวีตัวนี้ได้ด้วยไม่ว่าจะเหลียวมองไปมุมไหน

แม้แต่โคมไฟหรือแชนเดอเลียร์ที่ไม่เหมือนกันเลย เป็นต้นว่า โคมไฟแขวนเหนือ island ในห้องครัวก็จะคนละทรงกับโคมไฟเท่ๆ ที่โต๊ะกินข้าว ส่วนไฟส่องบานกระจกของตู้หนังสือเป็นไฟทองเหลืองทรงโบราณจากสวนจตุจักร แต่ในห้องนอนเป็นโคมไฟลุคอินดัสเทรียลจาก Vinotto เพื่อให้เข้ากับสไตล์ของเตียงนอน โดยมีไฟอ่านหนังสือแบบหนีบไว้ใช้งานจริงทุกค่ำคืน

“ผมมองว่าของที่ควรลงทุนคือของใช้งานที่เราใช้บ่อยใช้จริงจัง เช่น โซฟา เตียงนอน เก้าอี้ทำงาน ควรเลือกของคุณภาพดีๆ ไปเลย ราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ถ้านั่งสบายก็เลือกเลย ความถูกใจจะทำให้เราใช้งานมันบ่อย และของชิ้นนี้ก็จะคุ้มค่าสมราคา แต่ถ้าเป็นของตั้งโชว์ประดับบ้าน เลือกที่ชอบ ถูกแพงราคาไม่เกี่ยง อยู่ที่รสนิยมความชอบของเจ้าของบ้านมากกว่า”

.

 

เทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

การยกฝ้าเพดานให้สูงขึ้น ช่วยให้ห้องดูโปร่งโล่ง แสงสว่างส่องเข้าถึงมากขึ้น และอากาศถ่ายเทมากขึ้นด้วยการเลือกใช้วัสดุก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น ตู้หนังสือที่มาแทนพื้นที่ว่างของผนังเดิม เขาเลือกบานประตูกระจกที่แสงสะท้อนช่วยให้ห้องไม่ดูคับแคบเกินไป แต่เมื่อเป็นหน้าบานของตู้บิวด์อินเหนืออ่างล้างมือในห้องน้ำ คุณจักรเจาะจงเป็นกระจกเงา นอกจากช่วยให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้นแล้วยังใช้เป็นมุมแต่งตัวได้ด้วย

แม้ต่างคนต่างมีกิจกรรมของตัวเอง แต่เราได้อยู่ด้วยกันในพื้นที่เดียวกัน มันคือความอบอุ่นและปลอดภัย”

“ผมว่าบ้านจะบอกว่าเจ้าของเป็นคนแบบไหน ใส่ใจในการใช้ชีวิตอย่างไร ซึ่งจะสะท้อนออกมาจากบ้านของคนนั้น บ้านหลังนี้ได้สะท้อนตัวตนของเราทั้งคู่ออกมาได้ชัดเจน โชคดีที่ลิเขาปล่อยให้ผมได้ออกแบบอย่างที่ผมต้องการ ผมจึงไม่กดดันในการออกแบบบ้านนี้ เพราะอาชีพอินทีเรียร์ไม่ได้สนุกอย่างที่คิด เราอยู่กับความคาดหวังของลูกค้าตลอดเวลา แต่นี่เป็นวิชาชีพที่เป็นตัวตนของเรา เราชอบงานศิลปะ ชอบออกแบบ และเราได้นำสิ่งที่ชอบมาเป็นอาชีพ นี่คือความสุขที่เราได้รับ”

“แรงบันดาลใจในการทำงานของจักรกับลิจึงมาจากการใช้ชีวิต ถ้าทำงานหนักเกินไป ก็รู้สึกว่าต้องเบรกเพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจบ้าง แต่หลายครั้งที่แรงบันดาลใจก็อยู่ในบ้านของเรา เพราะ“ที่นี่คือที่ที่ทำให้เรามีความสุข”