เปิดมุมมองของ ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’ ผู้พลิกฟื้นศรีจันทร์สู่แบรนด์แห่งความภาคภูมิใจ - HELLO! Magazine Online

เปิดมุมมองของ ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’ ผู้พลิกฟื้นศรีจันทร์สู่แบรนด์แห่งความภาคภูมิใจ

ภารกิจที่แท้จริงของเราไม่ใช่การทําให้คนไทยมาใช้ศรีจันทร์ แต่เราอยากให้คนไทยหันกลับมา ใช้แบรนด์ของไทย

จากผงหอมราคาซองละ 18 บาทที่เกือบจะเลือน หายไปจากความทรงจํา วันนี้ ‘ศรีจันทร์’ กลายเป็นแบรนด์เครื่องสําอางที่ประกาศความภาคภูมิใจของคนไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก คุณรวิศ หาญอุตสาหะ คืออีกหนึ่งผู้พิชิตที่ กล้าทะยานสู่ความสำเร็จ ในวิถีของ ชาว วิกเตอร์ เป็นแบบอย่างที่ The Victor’s Society ภายใต้การดูแลของธนาคาร CIMB THAI ต้องแบ่งปันเรื่องราวของนักธุรกิจที่กล้าแตกต่างกับความมุ่งมั่นที่ต้องการทําให้คําว่า ‘Bangkok’ มี  ความหมายสื่อถึงคุณภาพระดับเดียวกับคําต่อท้ายว่าด้วยชื่อเมืองยักษ์ ใหญ่อย่าง Paris, New York และ Tokyo

คุณรวิศกล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการเติบโต อย่างก้าวกระโดดของศรีจันทร์ “ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว คนไทยอยากหันกลับมาใช้ของไทย ผมไม่คิดจะเปลี่ยนชื่อเพราะเชื่อว่า วันหนึ่ง ถ้าเรา ทําให้แบรนด์ ชื่อไทยๆ นี้ดูเท่ได้ มันก็จะเป็นความสําเร็จที่น่าภาคภูมิใจ โดยเริ่มต้นที่กล้า จะแตกต่าง เราเป็น เครื่องสําอางแบรนด์ไทยแรกๆ ที่เขียนคําว่า Bangkok อยู่ข้างหน้ากล่อง”

กล้าจะออกจากเขตปลอดภัยที่เคยชิน

เขากล่าวว่า ความกล้าจะแตกต่างต้องใช้แรงมหาศาลที่จะพาตัวเองออกมาจาก comfort zone ของตัวเอง ซึ่งศรีจันทร์ใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่า “เราเริ่มจากการมีสินค้าตัวเดียวคือ ผงหอมที่ ทุกคนแทบจะลืมกันไปแล้ว นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่เราเดินทางมาถึงวันนี้ วันที่เราเอาใบหน้าของ Emma Watson ซึ่งเป็นดารา A-List ของฮอลลีวูด มาอยู่บนกล่อง สินค้าศรีจันทร์ได้ เส้นทางที่ผ่านมาเกิด จากการที่เราบอกตัวเองว่า ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราทํางานแบบคนอื่นไม่ได้อีกต่อไป เพราะเราเคยลองทําแบบคนอื่นมาแล้ว ซึ่งก็คือทําแบบ safety อยู่ใน comfort zone มา 7 ปีแล้วเราก็ไม่ไปไหน

“ก่อนหน้านี้มีช่วงที่ผมไปอินเดียบ่อยๆ ผมชอบ ตั้งคําถามกับตัวเองว่า ทําไมคนอินเดียถึงอยู่ใน ที่ที่มี สลัมกับโรงแรมห้าดาวสลับกันไปเรื่อยๆ ได้ ผมได้ข้อ สรุปมาอย่างหนึ่งที่คิดเอาเองว่า เพราะเราเคยชินกับ สภาพแวดล้อม มนุษย์เรามีสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา และจําเป็นมากก็คือ ‘ความเคยชิน’ ผมตีกลับมาเป็น โจทย์ถามตัวเองว่า สิ่งที่เราคิดว่าไม่เป็นไรในวันนี้ เป็นเพราะ เราชินหรือเปล่า ตัวเราอยู่ใน comfort zone ที่สถานการณ์แย่มากๆ แล้ว แต่เราไม่รู้ตัว เพราะ เราชินชากับมันหรือเปล่า”

เมื่อความกล้ามาพร้อมความล้มเหลว

คุณรวิศยังกล่าวถึงผลจากการทํางานและพลิกฟื้นศรีจันทร์ขึ้นมาใหม่อีกว่า “ถ้าอยากจะ ประสบความสําเร็จก็ต้องพบกับความล้มเหลว ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งสําคัญที่สุด เพียงแต่เวลาล้ม เหลวเราต้องอย่า fail จนไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมัน หลายคนผิดหวังแล้วก็เศร้า แต่ต้องหาเวลา ไปศึกษาด้วยว่า เราล้มเหลวเพราะอะไร แล้วความล้มเหลวนั้นจะไม่สูญเปล่า ฉะนั้นวันที่ล้ม เหลวกับวิธีเดิมๆ ต้องกล้าเสี่ยงที่จะทํางานด้วยวิธีใหม่ๆ


“และวันที่เราตัดสินใจ rebrand เป็นวันที่เปลี่ยนบริษัทอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ หลุดออก มา จากกรอบการทํางานเดิมๆ ทั้งหมด แล้วก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย หลังจากวันนั้น เราก็เลยทํางานแบบนี้มาตลอดผมเชื่อว่ามันเป็นวิถีของศรีจันทร์ที่จะต้องเติบโตด้วยวิธีการเสี่ยงแบบนี้ เมื่อไหร่ที่เรากลับไปอยู่ใน comfort zone ดีเอ็นเอของเราจะหาย ไปสิ่งที่เราพยายาม ทําให้ได้ก็คือ หนึ่ง...พยายามจะเซอร์ไพรส์ลูกค้าและสอง...มีความเป็นขบถในการทํางานเสมอ”

สร้างทีมที่มีความเชื่อแบบเดียวกัน

ความสําเร็จของแม่ทัพอย่างเขาเกิดจากสองมือและหลายสมองของทีมงานจํานวนมากมายที่ เขา ‘เลือก’ คนที่มีความเชื่อเดียวกัน “ผมมีความคิดว่า ทั้งตัวผมเอง ทีมงานของผม ผู้กํากับ หนังโฆษณา เอเจนซี่ กราฟิกดีไซเนอร์ และทุกคนที่ศรีจันทร์ ไม่ได้มาทํางานกับผม เพียงแค่ เพราะค่าจ้าง จ่ายเงินแล้วจบไป แต่เรามาทํางานด้วยความเชื่อเดียวกันว่า เราจะช่วยกันทําบาง อย่างที่ใหญ่กว่าค่าจ้างที่เราได้รับ ถ้าทํางานโดยเอาแค่ตัวเงินมาว่ากัน มันจะไม่มีความสุข ไม่มีความสนุก และไม่มีความยิ่งใหญ่ของงาน ท้ายที่สุดมันจะเป็นชีวิตที่ทุกข์ทรมานมาก”

คุณรวิศแทบจะเริ่มต้นทุกประโยคด้วยคําว่า ‘ผมเชื่อว่า’ ซึ่งเขายอมรับว่า ‘ความเชื่อ’ คือหนึ่งใน หลักคิดในการพลิกฟื้นศรีจันทร์ ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์ ทางการตลาดตัวเลขหรือผลวิจัยใดๆ “ความเชื่อที่ เป็น belief ของการทํางานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังงานทุกชิ้นที่เราทําออกมามี ความสําคัญอย่างยิ่งที่จะทําให้ ผลงานออกมาเกินกว่าสิ่งที่เรียกว่าดี ความเชื่อนี้เป็น drive ทั้งหมดที่ทําให้องค์กรและทุกคนอยากจะลุกจากเตียงมาทํางานในทุกๆ วัน รวมถึงตัวผม เองด้วย ผมยังเชื่ออีกว่าการเป็นนักธุรกิจหรือนักเล่าเรื่องคล้ายกันมาก และการบริหารงาน ที่ดีก็มาจากการ เล่าเรื่องที่ดี หน้าที่ของผมจริงๆ แล้วก็คือการดูแลคน ถ้าคนทํางานกับผม เชื่ออย่างที่ผมเชื่อ และมีความสุขกับงานที่เขาทําบริษัทก็ไปได้แล้ว ผมมีความจําเป็นที่จะ ต้องหาทีมงานที่มีความสามารถ อย่างน้อยที่สุด ความสามารถบางอย่างที่เยอะกว่าผม ถ้าทีมงานของผมเก่งน้อยกว่าผมหมด บริษัทไม่มีทางโต หน้าที่ของผมคือการบริหารคน ซึ่งการที่ผมจะเล่าเรื่องหรือจะไกด์คนทํางานได้ หลักๆ ก็คือ story telling เช่นเดียวกับ เวลาที่ผมจะสื่อสารกับลูกค้า ก็คือการที่ผมบอก เล่าเรื่องราวของศรีจันทร์ ไม่ใช่ขายฟังก์ ชั่นของสินค้า

“คนที่มาทํางานกับเราส่วนใหญ่เพราะมีความ เชื่อที่อยากจะทําแบรนด์ไทย เราไม่ได้บอกว่าเรา ชาตินิยม แต่ผมเชื่อว่า...การที่แบรนด์ใดๆ จะแข็งแรงได้ต้องเกิดจากการที่ผู้ ประกอบการ หลายๆ แบรนด์ช่วยกันทําของดีในราคาที่เหมาะสม คนจะเริ่มหันกลับมาใช้ของที่เป็น ของคนชาติเดียวกัน ทําให้เราจะส่งออกแบรนด์ไทยไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้ มีแบรนด์ประเทศไหนที่ส่งออกเยอะมากๆ แต่คนในประเทศเขาไม่ใช้ ดังนั้นภารกิจที่ แท้จริงของเราจึงไม่ใช่การทําให้คนไทยมาใช้ศรีจันทร์ แต่เราอยากให้ คนไทยหันกลับมา ใช้แบรนด์ของไทย ศรีจันทร์เป็นเพียงหนึ่งฟันเฟืองเท่านั้นครับ”